“กันไว้ดีกว่าแก้” ยุคนี้แค่รอจับโจรอาจไม่ทันการณ์
ทำไมการป้องกัน (Prevention) ถึงเป็นหัวใจใหม่ของ Cybersecurity?
ปกป้องอุปกรณ์ของคุณด้วยระบบความปลอดภัยเชิงรุก หยุดการโจมตีก่อนที่ข้อมูลสำคัญจะเสียหาย
เมื่อพูดถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) หลายคนมักนึกถึงภาพการ “ตรวจจับ” ว่ามีใครบุกรุก แล้วค่อย “ตอบโต้” หรือจัดการปัญหา แต่ในโลกยุคปัจจุบันที่แฮกเกอร์ใช้ AI และมัลแวร์ที่ทำงานรวดเร็วเพียงเสี้ยววินาที การรอให้สัญญาณกันขโมยดังก่อนค่อยวิ่งไปจับโจรนั้น… มันช้าไปเสียแล้ว เพราะความเสียหายมักเกิดขึ้นทันทีที่แฮกเกอร์ก้าวเข้ามา
ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต้องเปลี่ยนวิธีคิด จากการตั้งรับ มาเป็นการ “ป้องกันก่อนเกิดเหตุ” (Prevention-First)
เมื่อโลกเปลี่ยน การป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา
ข้อมูลจาก Gartner บริษัทวิจัยระดับโลกชี้ว่า ภายในปี 2030 งบประมาณด้านความปลอดภัยไอทีถึง 50% จะถูกทุ่มไปกับโซลูชันที่เน้น “การป้องกัน” นอกจากนี้ World Economic Forum ยังเตือนว่า ปัจจุบันมีองค์กรเพียง 40% เท่านั้นที่เริ่มขยับตัวทำระบบป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า
เทรนด์นี้ชัดเจนมากในวงการ Cybersecurity เพราะการรอแจ้งเตือนเมื่อโดนเจาะระบบ (MDR) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องเน้นไปที่การ “ปิดประตูความเสี่ยง” (Threat Exposure Management) ลดช่องว่างไม่ให้โจรเข้าได้ตั้งแต่แรก
ลดพื้นที่การโจมตี (Attack Surface Reduction): ปิดประตูบ้านให้แน่นหนา
คำว่า “ลดพื้นที่การโจมตี” ฟังดูเข้าใจยาก แต่จริงๆ แล้วเปรียบเสมือนการที่เราไม่เพียงแค่ล็อกประตูบ้าน แต่ยังติดเหล็กดัด ปิดหน้าต่างทุกบาน และตรวจสอบว่ามีรูกุญแจไหนชำรุดหรือไม่ เพื่อให้โจรหาทางเข้าได้ยากที่สุด
ในยุคดิจิทัล การแค่อัปเดตซอฟต์แวร์หรือบล็อกอีเมลแปลกๆ อาจไม่พอ เราต้องการเทคโนโลยีที่ฉลาดพอจะ “ปิดช่องโหว่” ให้เราโดยอัตโนมัติ
นี่คือจุดที่เทคโนโลยีอย่าง AI (ปัญญาประดิษฐ์) และแนวคิด Zero Trust เข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะมันจะช่วยสแกนพฤติกรรมที่ผิดปกติและบล็อกทันที ไม่เปิดโอกาสให้ไฟล์อันตรายทำงานได้
WatchGuard Endpoint Security: เปลี่ยน Endpoint ให้เป็นป้อมปราการด่านแรก
เมื่อเราพูดถึงระบบป้องกันเชิงรุกที่ทำงานได้จริง โซลูชันอย่าง WatchGuard Endpoint Security (EPDR) คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ปกป้องอุปกรณ์ (Endpoint) ของคุณ ทั้งคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป และเซิร์ฟเวอร์ โดยไม่ต้องรอให้เกิดเรื่อง
WatchGuard ไม่ได้แค่สแกนไวรัสแบบเดิมๆ แต่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่ทำงานอัตโนมัติ ดังนี้:
- Zero Trust Application Service (หัวใจสำคัญของ WatchGuard): ระบบนี้ใช้หลักการ “ไม่เชื่อใจใครเลย” (Zero Trust) นั่นหมายความว่า โปรแกรมหรือแอปพลิเคชันใดก็ตามที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและยืนยันความปลอดภัย จะไม่สามารถรันบนเครื่องของคุณได้ 100% วิธีนี้ช่วยปิดตายโอกาสที่มัลแวร์หน้าใหม่หรือแรนซัมแวร์จะแอบทำงานในเครื่อง แม้จะเป็นตัวใหม่ล่าสุดที่โลกยังไม่รู้จักก็ตาม
- AI และ Intelligent Agents: ใช้ AI อัจฉริยะเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานแอปฯ และระบบ เพื่อดักจับความผิดปกติที่มนุษย์อาจมองไม่เห็น พร้อมระบบ GenAI ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลความปลอดภัยได้ง่ายขึ้น
- การล่าภัยคุกคาม (Threat Hunting): บริการจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ WatchGuard ที่คอยวิเคราะห์สัญญาณและพฤติกรรมแปลกๆ ในเชิงลึก เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนที่ภัยคุกคามจะกระทบต่อผู้ใช้งาน
- การเฝ้าระวังและตอบโต้อัตโนมัติ: เมื่อตรวจพบความเสี่ยง ระบบจะทำการบล็อกและกักกันไฟล์อันตรายทันที พร้อมทั้งแจ้งเตือนให้ทีม IT เข้าจัดการแก้ไขได้จากระยะไกล โดยไม่กระทบต่อการทำงานของพนักงานคนอื่น
สรุป: การป้องกันคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
การมีระบบป้องกันที่ดีเปรียบเสมือนการสร้างเกราะที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ด้วยการผสานพลังของ Zero Trust และ AI จากโซลูชันระดับโลกอย่าง WatchGuard คุณจึงมั่นใจได้ว่าอุปกรณ์และข้อมูลสำคัญจะปลอดภัย
อย่ารอให้ภัยมาถึงตัวแล้วค่อยแก้ไข เริ่มต้นปกป้องธุรกิจของคุณด้วยการป้องกันเชิงรุกตั้งแต่วันนี้
สนใจยกระดับความปลอดภัยด้วย WatchGuard Endpoint Security ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาฟรี!
📞 ติดต่อเราเพื่อ Demo
📧 หรือขอใบเสนอราคาพิเศษวันนี้! หากท่านสนใจทดลองใช้สามารถ ลงทะเบียนเพื่อขอทดลองได้ฟรี 30 วัน
Credit https://www.watchguard.com

